สุดสัปดาห์นี้ ศึก FIM Endurance World Championship (FIM EWC) เดินทางมาถึงบทสรุปของฤดูกาล กับหนึ่งในการแข่งขัน Endurance ที่มีชื่อเสียงและเก่าแก่ที่สุดในโลกอย่าง Bol d'Or
การแข่งขันรายการนี้ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ปี 1922 และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในต้นกำเนิดของการแข่งขันมอเตอร์ไซค์แบบ 24 ชั่วโมง ก่อนจะกลายเป็นสนามระดับตำนานของวงการ Endurance มาจนถึงปัจจุบัน
ในปี 2026 นี้ Bol d'Or เดินทางมาถึงครั้งที่ 89 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-20 กันยายน ที่ Circuit Paul Ricard ประเทศฝรั่งเศส และยังถือเป็นสนามสุดท้ายของฤดูกาล FIM EWC ปีนี้อีกด้วย
จุดเด่นที่ทำให้ Bol d'Or แตกต่างจากการแข่งขันทั่วไป
สิ่งที่ทำให้ Bol d'Or แตกต่างจากการแข่งขันความเร็วทั่วไปคือ ที่นี่ไม่ได้วัดกันว่าใครเร็วที่สุดในหนึ่งรอบ แต่วัดกันว่าใครจะสามารถรักษาความเร็วเอาไว้ได้ตลอด 24 ชั่วโมงเต็ม นักแข่งต้องผลัดเปลี่ยนกันขับขี่ตั้งแต่กลางวันเข้าสู่กลางคืน ก่อนกลับมาเจอกับแสงแดดอีกครั้งในเช้าวันถัดไป ขณะที่ทีมงานต้องบริหารจัดการทุกจังหวะอย่างแม่นยำ ตั้งแต่การเข้าพิต การเติมน้ำมัน การเปลี่ยนยาง ไปจนถึงการดูแลรถแข่งให้สามารถทำงานต่อเนื่องได้ตลอดการแข่งขัน
- จัดขึ้นครั้งแรกในปี 1922 ถือเป็นหนึ่งในต้นกำเนิดการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ 24 ชั่วโมง
- ปี 2026 เป็นการจัดครั้งที่ 89 ระหว่างวันที่ 17-20 กันยายน
- สนามแข่งคือ Circuit Paul Ricard ประเทศฝรั่งเศส
- เป็นสนามสุดท้ายของฤดูกาล FIM EWC 2026 ที่จะตัดสินแชมป์โลก
ความทนทานคือหัวใจของการแข่งขัน
ในการแข่งขัน Endurance ความเร็วเพียงอย่างเดียวไม่สามารถพารถไปถึงเส้นชัยได้ ความทนทาน ความสม่ำเสมอ และความผิดพลาดที่น้อยที่สุด ต่างหากที่เป็นปัจจัยตัดสินผลการแข่งขัน เนื่องจากรถต้องวิ่งด้วยความเร็วสูงต่อเนื่องนับพันกิโลเมตร ทุกชิ้นส่วนจึงต้องรับภาระซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมถึงระบบส่งกำลังที่ต้องถ่ายทอดกำลังจากเครื่องยนต์สู่ล้อหลังตลอดการแข่งขัน
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้การแข่งขัน Endurance เป็นมากกว่าการแข่งกับคู่แข่ง แต่คือการแข่งขันกับเวลา กับความล้า และกับขีดจำกัดของทั้งคนและรถตลอด 24 ชั่วโมงเต็ม ก่อนที่โลกจะได้รู้ว่าใครจะออกจาก Paul Ricard ในฐานะผู้ชนะ Bol d'Or และใครจะปิดฤดูกาลด้วยตำแหน่งแชมป์โลก FIM EWC 2026