เมื่อพูดถึงการเพิ่มประสิทธิภาพรถมอเตอร์ไซค์ในสนามแข่ง หลายคนมักให้ความสนใจกับชิ้นส่วนที่มองเห็นได้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ กล่อง ECU ท่อไอเสีย หรืออัตราทดสเตอร์ แต่ยังมีอีกหนึ่งจุดที่มีบทบาทสำคัญต่อการถ่ายทอดกำลังจากเครื่องยนต์ไปสู่ล้อหลัง นั่นคือ โซ่ขับเคลื่อน
กำลังสูญหายไปอยู่ที่ไหน?
ในความเป็นจริง กำลังที่เครื่องยนต์สร้างขึ้นไม่ได้ถูกส่งไปยังล้อหลังอย่างครบถ้วน 100% เพราะตลอดเส้นทางของระบบส่งกำลัง ตั้งแต่ชุดเกียร์ สเตอร์ ไปจนถึงโซ่ขับเคลื่อน ล้วนมีการสูญเสียพลังงานเกิดขึ้นอยู่เสมอ สิ่งที่นักแข่งและทีมแข่งระดับสูงให้ความสำคัญอย่างยิ่งคือการลด Friction Loss หรือการสูญเสียกำลังจากแรงเสียดทานให้น้อยที่สุด
โซ่ที่มีแรงเสียดทานสูงจะดึงเอากำลังส่วนหนึ่งไปใช้กับการขยับของข้อโซ่ การหมุนผ่านสเตอร์ และการต้านทานภายในชุดขับเคลื่อน แทนที่กำลังเหล่านั้นจะถูกส่งออกไปยังล้อหลังได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
โซ่แข่งช่วยได้อย่างไร?
โซ่ที่ออกแบบมาเพื่อการแข่งขันโดยเฉพาะ จะเน้นที่การลดแรงเสียดทานภายในข้อต่อและพิน ส่งผลให้การถ่ายทอดกำลังมีความลื่นไหลมากขึ้น ตอบสนองต่อการบิดคันเร่งได้อย่างต่อเนื่อง และลดการสูญเสียพลังงานในช่วงเร่งออกจากโค้งหรือรักษาความเร็วบนทางตรง
สิ่งนี้ไม่ได้หมายความว่าการเปลี่ยนโซ่จะทำให้แรงม้าของเครื่องยนต์เพิ่มสูงขึ้น แต่หมายถึงแรงม้าทั้งหมดที่เครื่องยนต์สร้างขึ้นจะสามารถถูกส่งไปใช้งานที่ล้อหลังได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งในสนามแข่งที่ทุกเสี้ยววินาทีมีความหมาย นี่คือความแตกต่างที่จับต้องได้จริง
โซ่ คือมากกว่าตัวเชื่อม
โซ่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเชื่อมต่อระหว่างเครื่องยนต์กับล้อหลังเท่านั้น แต่คือหนึ่งในชิ้นส่วนสำคัญที่กำหนดว่า แรงม้าทั้งหมดที่ถูกสร้างขึ้นจะถูกส่งออกไปได้อย่างเต็มที่และแม่นยำเพียงใด การเลือกโซ่ที่เหมาะสมกับรูปแบบการใช้งานจึงเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ที่นักแข่งและทีมแข่งมืออาชีพให้ความสำคัญมาโดยตลอด